โดย พันศักดิ์ วิญญรัตน์
บทความนี้อยู่ในคอลัมน์ Design Center ของนิตยสาร SMEs Today ฉบับเดือนธันวาคม 2547
ผมอยากจะเริ่มต้นว่าโลกปัจจุบันมีปัญหามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่ว่าทุกคนหรือทุกประเทศมีความเหมือนกันหมด ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยีการผลิต และเรื่องของความคิดในการบริหารจัดการ สิ่งที่ไม่เหมือนกันมีอย่างเดียวก็คือ ราคาคนงานหรือค่าแรง ซึ่งในความเหมือนของ Mass Production ดังกล่าวได้ก่อปัญหาให้กับตัวผมเองและรัฐบาลมาก เพราะเหตุว่าเราดันไปเหมือนกับประเทศจีน และประเทศอินเดียก็กำลังไล่ตามมาติดๆ ไทยเราอยู่ตรงกลาง
จากวิธีคิดแบบเก่าก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามา ตอนนั้นรัฐบาลจีนยังหลงทางอยู่ เราก็เจริญมา เรามีโอกาสก่อนใคร 30 กว่าปี เพราะเราไม่ต้องเข้าร่วมสงครามเวียดนาม สงครามเกาหลี
ลักษณะวิธีคิดของเราก็เหมือนกับลูกข่าง ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ด้านบนสุดจะเป็น Corporate ใหญ่โตมาก ส่วน SMEs ก็อยู่ตรงกลาง และรากหญ้าก็อยู่ล่างสุดซึ่งผอมนิดเดียว หมายถึง ในลักษณะของความสนใจของรัฐบาลที่มีต่อรากหญ้าว่ามีน้อยมาก ซึ่งจริงๆ แล้ว รากหญ้าสำคัญมาก และบะเริ่มเทิ่ม คือเป็นคนส่วนใหญ่
ฉะนั้นคนที่รวยเงียบๆ คือ คนที่ขายของกับรากหญ้า เช่น แม่โขง (Whisky Monopoly) เหล้าขาว (Alcohol Monopoly) เป็นต้น สังเกตได้จากยุคนั้นคนที่ทำมาหากินกับรากหญ้าจึงมีเงินเหลือมากก็เลยไปซื้อทรัพย์สินไว้มากมายในต่างประเทศ
ทำให้เกิดคำถามกลับมาถามรัฐบาลว่า รัฐบาลทำอะไรกับรากหญ้าบ้าง ?
ทราบหรือไม่ว่าภาษีที่เก็บได้มากที่สุดคืออะไร ตอบคือ VAT ไม่ใช่ภาษีรายได้ เพราะรากหญ้าคือ ฐานภาษีที่ยิ่งใหญ่ของสังคม เพราะฉะนั้นการพัฒนาเศรษฐกิจต้องพุ่งไปที่รากหญ้า นั่นคือประการแรก
ประการที่สอง ลูกข่าง มันจะนิ่งและตั้งตรงได้เมื่อมีแรงเหวี่ยงตลอดเวลา และแรงเหวี่ยงของภาคเศรษฐกิจก็คือ Capital Flow ดังนั้นวงจรห้ามหยุด เศรษฐกิจห้ามมีอาการสะอึก

แต่ในปี 1997 ไทยเกิดอาการสะอึกครั้งใหญ่หลังฟองสบู่แตก ลูกข่างล้ม ! รัฐบาลชุดนี้เลยบอกว่าลูกข่างล้มไม่ได้ ก็เลยจับลูกข่างพลิกกลับด้าน โดยเอารากหญ้าเป็นฐาน ตรงกลางก็เป็น SMEs ส่วนยอดแหลมก็จะเป็น Corporate เพราะหลังฟองสบู่แตก Corporate ไทยส่วนใหญ่มันตายกันสนิท เป็นการจับสลับข้างลูกข่างเสียใหม่
ปี 1997 เราล้มทางด้านการเงิน ดอลล่าร์ในบัญชีเรายืม World Bank และ IMF มาแต่งบัญชี เราจึงต้องสร้างการเจริญเติบโตเศรษฐกิจภายในประเทศ (Internal Growth) โดยพยายามเสียเงินตราให้ต่างประเทศน้อยที่สุด เพราะเรามีสตังค์แต่เป็นเงินบาท ราคาของอสังหาริมทรัพย์ก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ เราไม่มีทางเลือก
ดังนั้นนโยบายที่ยิ่งใหญ่ของรัฐบาลก็คือ Common Sense คือเราต้องลงรากหญ้า รัฐบาลจึงต้องศึกษาเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์เชิงมานุษยวิทยาของไพร่ไทยหรือสามัญชน คนชั้นล่างของสังคมว่า เขากินอะไร อยู่อย่างไร มีความหวังอะไร ใช้ไฟแนนซ์อะไร เป็นต้น
ท่านนายกฯ ทักษิณ บอกว่า สังคมไทยจะแข็งแรงไม่ได้ ถ้าระดับรากหญ้าไม่แข็งแรง หมายความว่า ประทานโทษ...ไพร่ไทยต้องมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Economic Activities) คือ ลงทุนทำเอง และซื้อเอง กินเอง ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เป็นผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว ซึ่งไพร่ไทยโดยเฉพาะคนอีสาน สามารถทำได้หลายอย่าง เช่น ทำไม้แกะสลัก ปลูกบ้าน เลี้ยงไหม ทอไหม ฯลฯ ดังนั้นจึงต้องกระตุ้นทั้ง Investment & Consumption คือทั้งการลงทุนและการบริโภค ซึ่งผลก็คือ ทำให้เราสามารถเก็บภาษีในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการเพิ่มการเก็บภาษีทุกชนิดในต่างจังหวัดสูงกว่าอัตราการเพิ่มการเก็บภาษีในกรุงเทพฯ แสดงให้เห็นว่า รายได้ในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นจากขบวนการ Investment & Consumption ในขณะที่เงินยังอยู่ในธนาคารห้าแสนล้านบาทเอาออกมาให้กู้ยืมไม่ได้ หมายความว่ามันเกิด Micro Investment เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดและกลายเป็นพลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ท่านทราบหรือไม่ว่า สินทรัพย์ของประชาชนที่ไม่สามารถสนทนาธรรมหรือมีปฏิสัมพันธ์กับระบบการเงินของประเทศมีมูลค่าเท่าไหร่ ? คำตอบที่ไม่น่าเชื่อก็คือ Trillion (ล้านล้านบาท) ดังนั้นคนจนที่เป็นลูกค้าของท่านผู้ประกอบการทั้งหลาย โปรดทราบไว้ว่าพวกเขาไม่จนจริง เขามีสินทรัพย์ รัฐบาลจึงมีหน้าที่ทำให้สินทรัพย์นั้นสามารถสนทนาธรรมกับระบบการเงินให้ได้
คนจนนั้นชั่วดีเหมือนมนุษย์ธรรมดา แต่ส่วนประกอบที่จะให้เขาทำความชั่วมีน้อย เพราะฉะนั้น คนจนจึงเป็น Very good customer ของระบบนโยบายรัฐ
เชื่อหรือไม่ ที่หมู่บ้านหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ผมไปพบว่าเขามี Saving Group หรือกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ซึ่งชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นดูแลกันเอง จึงทำให้ผมทราบว่าทำไมบางหมู่บ้านไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากเงินกองทุนหมู่บ้านที่รัฐบาลจัดให้ ผนวกกับข้อมูลที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ทำการวิเคราะห์ออกมาว่า คนไทย 64 ล้านคน มีจำนวนคนที่มาปฏิสัมพันธ์กับธนาคารไม่ถึง 1 ใน 4 จากจำนวนประชากรทั้งหมด ดูแล้วน่าตกใจมาก เพราะมันกลายเป็นเศรษฐกิจที่งอกอยู่นอกระบบ
ดังนั้นนโยบายของรัฐบาลที่ใช้กระบวนการรากหญ้าก็เพื่อเพิ่ม Stability และเพิ่ม Tax Collection ให้กับเศรษฐกิจ โดยที่ Current Account ไม่มีปัญหา
ผมเข้ามา(ทำหน้าที่ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี)ตั้งแต่ประเทศเรายังอยู่ระหว่างการยืมเงินจากต่างประเทศมาแต่งบัญชี จนสามารถคืนเงินเขาไปหมดล่วงหน้า 2 ปี แล้วยังมีเงินเพิ่มเป็น 42 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ถือว่าเงินนี้มาจากนโยบายที่ไม่ผิด หรือมาจากนโยบายที่ทำความผิดน้อย ท่านนายกฯ จึงได้ขอบคุณประชาชนที่ทำมาหากินกันจนรัฐบาลเอาเงินไปคืนเขาได้ ซึ่งถือว่าเป็นผลงานของประชาชน ไม่ใช่ของรัฐบาล
วิธีทางออกของเรา มีเคล็ดลับว่าเราหวังพึ่งเถ้าแก่รุ่นเก่าๆ ไม่ได้ เพราะจิตวิญญาณของเขาหายไปหมดแล้ว เราต้องพึ่งคนรุ่นใหม่ที่จะทำมาหากิน มันช่วยไม่ได้......
การส่งออกของเรา 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ มาจาก 1,100 กว่ารายการของสินค้าส่งออกทั้งหมด รายใหญ่ที่สุด 20 รายที่ส่งออก ถ้าไม่เอาการท่องเที่ยวออกมีแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ของยอดการส่งออกเท่านั้น ดังนั้นการส่งออกที่ยิ่งใหญ่ของไทยคือ การท่องเที่ยว ที่ไม่ต้องเปิด LC ไม่ต้องจ่ายค่าขนส่ง ไม่ต้องจ่ายค่าประกันภัย
เราต้องเปลี่ยน Profile ในขณะที่จีนผลิตทุกอย่างที่โลกผลิตได้ด้วยคุณภาพที่เพิ่มขึ้น ผมอยากจะยกตัวอย่างการขายเครื่องเก็บไวน์ของจีน ที่เคยลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ยี่ห้อ Higher ซึ่งระบุว่าการเก็บไวน์ขาว และไวน์แดง ต้องเก็บที่อุณหภูมิที่ต่างกัน ขนาดเขาขายในเมืองจีน ถ้าคุณมีโทรศัพท์ ภายใน 3 วัน เขาจะโทรศัพท์ไปถามลูกค้าว่า เครื่องใช้ได้ดีหรือไม่ มีปัญหาอะไรหรือไม่ หากคุณไม่มีโทรศัพท์ เขาจะไปเคาะประตูบ้านถามคุณเลยทีเดียว คุณคิดดูซิ ! เขาทำได้อะไรขนาดนั้น
ถ้าถามว่า เราจะหลีกเมืองจีนอย่างไร ? เราสามารถหลีกได้ที่ความพิเศษของสังคมไทย เราต้องหา Need ของเราให้เจอ ความเป็นไทยสำคัญมาก เมืองไทยเป็นเมืองที่มีความเสรีในหนังสือ Lonely Planet Guide ซึ่งขายดีที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยว เขาเขียนประโยคแรกเกี่ยวกับเมืองไทยว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าเกลียดที่สุดในโลก อากาศที่คนกรุงเทพฯ สูดเข้าไปมันเหมือนน้ำซุป มันเหนียวๆ หนาๆ ซึ่งมาจาก Pollution แต่กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าพิศวง และน่าพิสมัยที่สุด เนื่องมาจากสังคมไทย เป็นการขายกระบวนการลดความเครียด นั่นก็คือการ Shopping
การที่รัฐบาลทำโครงการ OTOP คุณเชื่อหรือไม่ว่า รายได้ของการขายสินค้า OTOP ตอนนี้อยู่ที่ 9 หมื่นกว่าล้านบาทแล้ว ซึ่งเป็นการขายได้เพราะบุคลิกและฝีมือของคนไทยจริงๆ
ผมอายุ 62 ปี ไปปารีสมาแล้ว 20 กว่าครั้ง ในขณะที่ผมพูดภาษาฝรั่งเศสก็ไม่ได้ ผมไม่ใช่เศรษฐี แต่ปารีสเป็นดิสนีย์แลนด์สำหรับผม เพราะปารีสเต็มไปด้วยร้านค้าปลีกเป็นแสนๆ ร้าน ผมจึงชอบไป Window Shopping ไปดูกระบวนการจัดหน้าร้าน เพราะเขาจะจัดหน้าร้านใหม่ทุกๆ 3 เดือน เป็นกระบวนการ Refresh ตัวเองเพื่อ Attach Customer ผมคิดว่าเราจะต้องช่วยประเทศไทย Refresh Tourist นี่คืออนาคตในศตวรรษที่ 21 ของประเทศไทย
เราต้องขายความยั่วยวนของการบริโภคที่หาคำจำกัดความไม่ได้ หากหาคำจำกัดความได้มันก็จะน่าเบื่อ ซึ่งเราทำแล้ว และต้องทำให้ดีขึ้นไปอีก

ผมซื้อหนังสือแนะนำ Trend of Life Style ในโลกนี้ ราคาเล่มละ 3 แสนกว่าบาท เขาบอกว่า Demand ใหม่ของโลกคือ Monsoon Life Style ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ลมมรสุมที่น่าพิสมัย ผมได้มีโอกาสไปพูดคุยกับทางผู้ผลิตหนังสือเล่มนี้ที่กรุงปารีส เขาบอกผมถึงสถานที่ในโลกที่เป็นผู้กำหนด Trend Sector มีอยู่ 3 แห่งคือ
  1. กรุงเบอร์ลิน ซึ่งถือว่าเป็นบ่อเกิดความคิดทางปรัชญา งาน Art & Design ของที่นี่จะมีความลึกซึ้งมาก
  2. เซาเปาโล อยู่ที่บราซิล งาน Design จะพิลึกกึกกือ เนื่องจากมีชุมชนหลากหลายเชื้อชาติอยู่รวมกันที่นั่น
  3. JJ Market หรือ ตลาดนัดจตุจักรบ้านเรา ซึ่งมีความบ้าของ Young Designer ไทย ซึ่งเขาบอกว่าเป็น Trend Sector Analysis เลยทีเดียว
และยังบอกอีกว่า Trend ต่อไปคือ Asian Design เพราะ Europe Design is dead.
ฉะนั้นอนาคตของประเทศจะต้องเปลี่ยนไปตาม Trend ดังที่กล่าว ท่านนายกรัฐมนตรี จึงมอบหมายให้ผมซึ่งเป็นประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี ต้องมารับผิดชอบในฐานะประธานกรรมการสำนักงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ด้วยอีกตำแหน่ง ซึ่งทางสำนักงานนี้หรือ ไทยแลนด์ ครีเอทีฟ แอนด์ ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (Thailand Creative & Design Center : TCDC) จะเริ่มเปิดดำเนินการในเดือนมิถุนายน ปีหน้า (2005) ตั้งอยู่ที่ชั้น 7 ของดิ อิมโพเรียม มี Exhibition Hall และ มี Reference Library ใช้อีกด้วย
TCDC จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยผลักดันให้โครงการ กรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น ประสบผลสำเร็จ โดยจะสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความรู้ สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานดีไซน์ของนักออกแบบไทยให้เป็นที่รู้จัก พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้สัมผัสกับดีไซเนอร์ระดับโลก
ทั้งนี้ TCDC จะร่วมมือโดยตรงกับภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ SMEs ช่างฝีมือ และโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP จัดแสดงนิทรรศการเบื้องหน้าเบื้องหลังความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ดีไซน์ต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการนำการดีไซน์มาสร้างมูลค่าเพิ่มแก่การผลิตสินค้า บริการ นำประเทศไทยก้าวสู่การเป็นจุดหมายการท่องเที่ยว การลงทุนแบบใหม่และเป็นศูนย์กลางของวิถีชีวิตวัฒนธรรมเขตร้อนต่อไป

ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้เรามีความต่างที่เป็นจุดแข็งในการแข่งขัน เพื่อให้เรายืนอยู่ได้อย่างแข็งแรง ท่ามกลางการถูกขนาบทั้งจากจีนและอินเดีย

'By Courtesy of Nelly Rodi Beauty, Spring-Summer 2004 for Education Purpose Only'

edit @ 2007/05/04 12:17:18

Comment

Comment:

Tweet

#180 By (46.165.225.198|46.165.225.198) on 2014-07-18 04:24

#179 By (95.211.192.231|95.211.192.231) on 2014-07-17 10:52

#178 By (5.79.73.142|5.79.73.142) on 2014-07-17 10:47

#177 By (46.165.225.198|46.165.225.198) on 2014-07-17 08:56

#176 By (95.211.192.231|95.211.192.231) on 2014-07-16 09:35

#175 By (95.211.192.231|95.211.192.231) on 2014-07-15 21:40

#174 By (95.211.192.231|95.211.192.231) on 2014-07-14 18:49

#173 By (95.211.192.231|95.211.192.231) on 2014-07-10 10:33

#172 By (95.211.192.231|95.211.192.231) on 2014-07-09 04:32

#171 By (103.243.128.24|95.211.218.103, 103.243.128.24) on 2014-07-08 14:36

#170 By (95.211.192.231|95.211.192.231) on 2014-07-06 20:43

#169 By (5.79.73.142|5.79.73.142) on 2014-07-06 16:14

#168 By (101.255.24.14|95.211.218.103, 101.255.24.14) on 2014-07-06 13:41

#167 By (5.79.73.142|5.79.73.142) on 2014-07-05 03:22

#166 By (95.211.192.231|95.211.192.231) on 2014-07-05 02:33

#165 By (86.51.26.16|86.51.26.16) on 2014-07-04 15:44

#164 By (5.79.73.142|5.79.73.142) on 2014-07-04 09:47

#163 By (5.79.73.142|5.79.73.142) on 2014-07-04 00:05

#162 By (5.79.73.142|5.79.73.142) on 2014-07-03 01:42

#161 By (95.211.192.231|95.211.192.231) on 2014-07-02 21:34

#160 By (109.251.10.3|95.211.218.103, 109.251.10.3) on 2014-07-02 15:25

#159 By (95.211.192.231|95.211.192.231) on 2014-07-02 04:54

#158 By (5.79.73.142|5.79.73.142) on 2014-07-01 18:44

#157 By (5.79.73.142|5.79.73.142) on 2014-06-29 07:49

#156 By (178.249.14.4|178.249.14.4) on 2014-06-28 17:20

#155 By (5.79.73.142|5.79.73.142) on 2014-06-28 15:42

#154 By (5.79.73.142|5.79.73.142) on 2014-06-28 07:39

#153 By (95.211.192.231|95.211.192.231) on 2014-06-27 14:32

#152 By (192.237.212.15|95.211.218.103, 192.237.212.15) on 2014-06-26 16:41

#151 By (95.211.192.231|95.211.192.231) on 2014-06-26 11:24

#150 By (95.211.192.231|95.211.192.231) on 2014-06-26 01:34

#149 By (5.79.73.142|5.79.73.142) on 2014-06-26 00:10

#148 By (67.21.55.123|95.211.218.103, 67.21.55.123) on 2014-06-24 21:28

#147 By (67.21.55.123|95.211.218.103, 67.21.55.123) on 2014-06-24 21:27

#146 By (5.79.73.142|5.79.73.142) on 2014-06-24 12:05

#145 By (95.211.192.231|95.211.192.231) on 2014-06-23 09:55

#144 By (5.79.73.142|5.79.73.142) on 2014-06-22 15:36

#143 By (5.79.73.142|5.79.73.142) on 2014-06-20 06:49

#142 By (95.211.192.231|95.211.192.231) on 2014-06-20 00:55

#141 By (95.211.192.231|95.211.192.231) on 2014-06-19 06:49

#140 By (5.79.73.142|5.79.73.142) on 2014-06-19 06:03

#139 By (95.211.192.231|95.211.192.231) on 2014-06-19 03:29

whoah this blog is fantastic i really like studying your articles. Keep up the good paintings! You understand, many individuals are looking around for this info, you could aid them greatly. ggfdbdgckbecdbfd

#138 By (119.252.160.34|85.17.205.213, 119.252.160.34) on 2014-06-18 21:42

#137 By (5.79.73.142|5.79.73.142) on 2014-06-17 13:10

#136 By (95.211.192.231|95.211.192.231) on 2014-06-17 10:01

#135 By (5.79.73.142|5.79.73.142) on 2014-06-16 04:03

#134 By (5.79.73.142|5.79.73.142) on 2014-06-14 16:40

#133 By (95.211.192.231|95.211.192.231) on 2014-06-14 12:45

#132 By (5.79.73.142|5.79.73.142) on 2014-06-13 19:42

#131 By (95.211.192.231|95.211.192.231) on 2014-06-12 13:20